สถานที่สำคัญ


 

 

 

 

 

 

 

 

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตำบลนาอ้อ

 

 

ลานวัฒนธรรมบ้านนาอ้อ

 

ศาลเจ้าปู่คำแดง

 

วัดศรีจันทร์

 

วัดศรีชมชื่น

 

พิพิธภัณฑ์หลวงปู่คำดี

พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่ คำดี ปภาโส 
                                สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2539 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 7,000,000 (เจ็ดล้านบาทถ้วน) โดยสร้างเป็นทรงจัตุรมุขหลังคาทรงไทยประยุกต์ ซึ่งทั้งหมดทุกส่วนของวิหารนั้น สร้างด้วยหินอ่อนและสร้างขึ้นโดยชาวบ้านและประชาชนทั่งไปที่เคารพนับถือ หลวงปู่คำดี สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป และถือว่าเมื่อมาถึงเมืองเลยแล้ว ต้องกาโอกาสมากราบไหว้ หลวงปู่ จึงจะเป็นสิริมงคล
 
พิพิธภัณฑ์ แบ่งเป็น 2 ชั้นคือ 
                                ชั้นแรก เป็นห้องโถงเตี้ยๆ แต่สามารถเข้าไปได้ ภายในสามารถใช้เป็นที่ประชุมสงฆ์ได้ และเป็นที่เก็บของชั้นที่สอง เป็นที่ประดิษฐาน รูปเหมือนขนาด สองเท่าของตัวจริง ของพระครูบาณทัสสี (หลวงปู่ คำดี ปภาโส) และตรงหน้าตักหลวงปู่จะมีอัฐิธาตุ ซึ่งมองดูแล้วมีลักษณะเป็นแก้วใสๆและเป็นเม็ดตรงกลาง ซึ่งจากที่ทางกลุ่มผู้เรียนได้รับทราบมาว่าหากเป็นเช่นนี้แล้วสมควรเรียกว่า พรรธาตุ เพราะถือว่าเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นผู้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร และนอกจากนั้นยังมีพระเกศาของหลวงปู่ ให้ประชาชนทั่วไปได้เคารพอีก และภายในยังประกอบไปด้วย
                                1. เครื่องอัฐบริขาร จัดหันหน้าไปทางหลวงปู่จะอยู่ทางด้านขวามือของช่องผนัง จะเจาะเข้าไปเป็นช่องมีกระจกกั้น เป็นเครื่องอัฐบริขารที่หลวงปู่ใช้สำหรับออกเดินธุดงค์ ซึ่งประกอบด้วย ผ้าสบง จีวร รองเท้า สังฆาฎี และในช่องวิหารนั้นยังมีพระธาตุที่เป็นห้องสะสมของหลวงปู่ คือ พระธาตุของพระควัมปตี พระสารีบุตร พระนันทาเกรี พระโมคคัลลานะ พระมหาสัจจายนะ องค์คุลีมาร ลัวสี อมุธทรง ซึ่งจากทางกลุ่มได้สอบถามพระครูบา
 
2. เครื่องประกอบสมณศักด์ พระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) เ ซึ่งประกอบด้วย
- พัดยศทรงพุฒตาล ปักดิ้นเลื่อม ทองแล่งสลับแฉกสีขาว น้ำเงินถ่านไฟเบอร์กลาง
- ใบตราตั้งพระอุปัชญาย์ เป็นใบตราตั้งพระครูฝ่ายวิปัสสนาธุระนั้น เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระหลวงชั้นโท โมทินนาม พระครูบาญาณทัสสี คัมภีร์ปัญญาอาจารย์
 
 
วัดถ้ำผาปู่
 
 
เที่ยววัดถำผาปู่ ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร บนเส้นทาง เลย - ท่าลี่ ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ถึงสามแยกปากภู ก็เลี้ยวซ้าย เดินทางต่อปีสักประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะเห็นประตูวัดด้านขวามือ เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดเลย ภายในวัดมีถ้ำผาปู่ มีพระพุทธรูปประดิษฐานในถ้ำ
 
ประวัติความเป็นมา
                                ถ้ำผาปู่หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำเพียงดิน ในสมัยก่อนเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆและเป็นสำนักสงฆ์ร้างๆ นานๆครั้งจะมีพระธุดงค์มาปักกรดและจำพรรษา ดันนั้นบริเวณนี้ในสมัยก่อน จึงเป็นบริเวณที่น่ากลัวมาก โดยในสมัยก่อนเมื่อมีคนเดินผ่านเข้าไป แล้วพูดบอกว่ากลัวสิ่งใดก็จะพบกับสิ่งที่ตนเองพูด เช่น พูดว่าน่ากลัวจังเหมือนจะมีเสือ พอหลังจากพูดจบก็จะมีเสือวิ่งออกมา ถ้าบอกว่ากลัวช้าง ก็จะมีช้างวิ่งออกมา แต่นั้นก็เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น
 
                                ข้อเท็จจริงเป็นประการใดนั้นทางกลุ่มไม่สามารถบอกได้ และบริเวณนี้ยังมีถ้ำ และภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดกลางไว้องค์หนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อใดนั้นไม่ทราบได้ โดยทราบแต่ว่ามีการสร้างมาก่อนตั้งเป็นสำนักสงฆ์และก่อนที่หลวงปู่คำดี จะเดินทางมาด้วยซ้ำ และชาวบ้านเชื่อกันว่าหลวงปู่สักสิทธ์มาก โดยชาวบ้านและประชาชนใกล้เคียงเดินทางมากราบไหว้มิได้ขาด ปรากฏว่าภายหลังสำนักสงฆ์แห่งนี้ ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และตรงกับสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็น ประชาธิปไตยพอดี
และเมื่อปี พ.ศ. 2495 มีพระธุดงค์รูปหนึ่ง ซึ่งเดินทางธุดงค์มาจาก จังหวัดขอนแก่น คือ หลวงปู่คำดี ปภาโส ได้เดินทางธุดงค์มาจากถ้ำกลาง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น โดยหลวงปู่คำดีจะหาที่วิเวกสงบๆจำพรรษา และหลวงปู่คำดี ปภาโส เองท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูรัสติโต และหลวงปู่เสาร์ กันตสิโล ซึ่งทั้งสองรูปนี้ถือเป็นปฐมครูฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานของไทย โดยหลวงปู่คำดี ท่านเป็นศิษย์ลำดับต้นๆเลยทีเดียว และเชื่อกันว่าหลวงปู่คำดีเป็นผู้บรรลุแล้วแห่งทางธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า หรือสำเร็จอหันต์นั้นเอง มาปักกรดที่ถ้ำผาปู่ โดยถ้ำผาปู่ในสมัยก่อนเป็นบริเวณที่เงียบสบงมาก เวลากลางคืนก็สงัดมีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไร เหมาะมากสำหรับการนั่งกรรมฐาน ด้วยเหตุนี้เองหลวงปู่จึงได้นำศิษยานุศิษย์ของท่านจำพรรษา อยู่ที่นี่อย่างถาวร โดยหลวงปู่คำดีนั้น ท่านมาจำพรรษาในตอนแรกชาวบ้านไม่ชอบท่านมาก เพราะสมัยก่อนชาวไทเลยเป็นคนใจดำ ไม่ชอบไทยใต้ ดังนั้นวันหนึ่ง หลวงปู่มีกิจนิมนต์ไปในหมู่บ้าน หลวงปู่จึงเดินทางไปพอกลับมามีชาวบ้าน 2-3 คนมาลอบทำร้ายท่าน โดยใช้ก้อยหินขว้างท่าน แต่ไม่โดนท่าน ศิษย์เห็นดังนั้นจะแก้คืนแต่หลวงปู่บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเขาปล่อยเขาไป ศิษย์ต้องยอมทำตาม แต่เมื่อหลายวันผ่านไปปรากฏว่า ชาวบ้านผู้ที่ลอบทำร้ายท่านฟ้าผ่าตายและอีกคนหนึ่งเป็นบ้าโดยมาทราบสาเหตุ
                                แต่อย่างไรก็ตามหลวงปู่ก็พยายามที่จะรวบรวมให้ชาวบ้าน ช่วยกันสร้างวัดถ้ำผาปูขึ้น ซึ่งในตอนแรกเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก เพราะชาวบ้านไม่ค่อยให้ความร่วมมือ แต่หลวงปู่ก็มิเคยย่อท้อ โดยหลวงปู่เอาความดีและคุณธรรมเข้าช่วย และในที่สุดความดีและเมตตาธรรมของหลวงปู่สำเร็จ โดยตั้งเป็นวัดธรรมยุติ มีการสร้างศาลาการเปรียญ หอระฆัง กุฏิ ที่พักค้างคืน และหลวงปู่มีดำริ ที่จะสร้างศาลาการเปรียญอเนกประสงค์แต่ยังไม่ได้สร้างหลวงปู่ก็มรณภาพเสียก่อน และก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดแกล้าโปรดกระหม่อมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สถาปนาเป็น พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาจุระ ที่พระครูญาณทัสสี และหลังจากที่หลวงปู่ได้พัฒนาวัด จนมาเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง หลวงปู่ก็ได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2527 ยังความเศร้าสลดใจ แก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้พระราชทานเพลิงศพ ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอย่างยิ่ง
 
                และหลังจากที่หลวงปู่คำดี ปภาโส มรณภาพลง หลวงพ่อ สีธน สิลธโน ก็รับภาระหน้าที่ต่อ โดยหลวงพ่ออาจารย์สีธน ได้ดำเนินการสร้างศาลาการเปรียญอเนกประสงค์ โดยสามารถใช้ทำสังฆกรรมได้จนแล้วเสร็จ ซึ่งศาลาการเปรียญหลังนี้ให้ชื่อว่า วิหารญาณทัสสี เพื่อให้เป็นสิริมงคล และเป็นอนุสรณ์ของหลวงปู่คำดี เพราะหลวงปู่เป็นผู้ดำริอยากจะสร้างศาลาการเปรียญอเนกประสงค์ แต่ท่านมรณภาพก่อน และพระอาจารย์สีธร สืบสานต่องาน คือเผยแพร่ธรรมมะและฝึกกรรมฐานให้กับญาติโยม จนเป็นที่เลื่อมใส และในปีพ.ศ. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น พระครูสัญญาบัตร มีพระอดิสัยคุณาธาร และเมื่อปี พ.ศ. .......หลวงพ่อพระอาจารย์เลือน
                                เมื่อมาถึงสมัย หลวงพ่อหลวงพ่อเผย วิริโย เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นศิษย์ลำดับสุดท้ายของหลวงปู่คำดี ปัจจุบันท่านพัฒนาวัดจนปัจจุบันวัดถ้ำผาปู่มีความสำคัญต่อชุมชนในแง่จิตใจ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปเป็นสถานที่วิปัสนา เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียง และเป็นศูนย์ธรรมะวัฒนธรรมของชาติไทย
 

เจดีย์หลวงปู่คำดี ปภาโส

เจดีย์ธรรมหลวงปู่คำดี ปภาโส 
                                เจดีย์ธรรมหลวงปู่คำดี ปภาโส หรือที่เรียกว่า เจดีย์ธรรมบูรพาจารย์ เป็นเจดีย์ทรงจตุรมุข สร้างด้วยหินอ่อนขัดมันทั้งองค์ โดยมองจากด้านหน้าทิศตะวัน ซึ่งเป็นด้านทางขึ้นที่ติดถนนจะเปิดเป็นรูปกรวยยอดเจดีย์รายล้อมยอดพระเจดีไว้ โดยแต่ละด้านนั้นจะมียอดเจดีย์ 4 องค์ซึ่งแต่ยอดนั้นมีความสวยงามลดหลั่นกันลงมา โดยพระยอดเจดีย์ใหญ่ที่อยู่ตรงกลางนั้นมีลักษณะหยักเป็นชั้นๆ 5 ชั้นหมายถึง ศีล 5 เป็นยอดเจดีย์ทรงแหตาก คล้ายพระธาตุพนม และพระธาตุต่างๆของภาตอีสาน และเจดีย์ทรงธรรมของหลวงปู่คำดีนั้นเป็นเจดีย์อเนกประสงค์ มี 2 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นห้องโถง สามารถเป็นที่ประชุมสงฆ์ได้ และชั้นที่สอง เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนซึ่งทำด้วยหินอ่อนขัดเงา ที่มีลักษณะของเนื้อคน ขนาดหนึ่งเท่าของของจริง ซึ่งประดิษฐานฝั่ง จตุรทิศซึ่งประกอบด้วย
 
 
 
ทิศเหนือ
                                หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม พระเกจิอาจารย์และพระกรรมฐานที่เคารพนับถือของชาวอีสาน และด้านหลังประดิษฐานพระพุทธรูปนามว่า พระพุทธนรเขตุวุฬุร
 
ทิศใต้
                                เป็นที่ประดิษฐานของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ซึ่งถือว่าเป็นบรมครู หรือเอกองค์บูรพาจารย์ของบรรดาพระกรรมฐานทั้งหลาย ซึ่งเชื่อกันว่า หลวงปู่บรรลุอรหันต์รูปแรกของพระวิปัสสนา และเป็นที่เคารพสักการะมาก และด้านหลังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธเมตตาโตยาธิคุณ
 
ทิศตะวันออก
                                เป็นที่ประดิษฐานของรูปเหมือน หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ซึ่งถือว่าเป็นพระอาจารย์ใหญ่ที่เป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่นฝ่ายพระอาจารย์ใหญ่วิปัสสนาธุระรูปหนึ่ง ด้านหลังประดิษฐานพระพุทธอาชนะธรรม
ทิศตะวันตก
                                ประดิษฐาน หลวงปู่คำดี ปภาโส เป็นอาจารย์รูปแรกของวัดถ้ำผาปู่ และด้านหลังประดิษฐานพระเก่งโรจนฤทธ์ และเป็นผู้บุกเบิกทุกอย่างในการสร้างวัดถ้ำผาปู่
 
 
ค่างแว่น
 
 
 
ธนาคารโครงการวันละ 1 บาท
 
 
 
บ้านพักโฮมสเตย์
 
 
 
พิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านวัดศรีจันทร์
 
 
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดศรีจันทร์บ้านนาอ้อ  ตั้งอยู่ที่วัดศรีจันทร์   เลขที่   83   หมู่ที่  1   พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมเครื่องมือจับสัตว์และเครื่องมือทอผ้า   หีบพระธรรม   เงินโบราณ     ของใช้ชีวิตประจำวันแสดงวิถีชีวิตของชาวบ้านนาอ้อทั้งเป็นที่เก็บรักษาของเก่าที่ควรอนุรักษ์ เช่น ดนตรีพื้นบ้าน  เตารีด  ตราชั่ง เงินสมัยต่างๆจัดแสดงไว้ให้ชม  ในรูปแบบของบ้านโบราณแต่ดั้งเดิม
ประวัติความเป็นมา
           เดิมตำบลบ้านนาอ้อ มีเขตการปกครองไปถึงตำบลศรีสองรัก เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้น พ.ศ. 2530 จึงได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 2 ตำบล คือ ตำบลศรีสองรักปัจจุบัน และเทศบาลตำบลนาอ้อ นาอ้อเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 450 ปี ผู้คนสืบเชื้อสายมาจากเวียงจันทน์และหลวงพระบาง เดิมเรียกบ้าน “หนองวังขอน” เพราะมีหนองน้ำขนาดใหญ่และมีขอนไม้อยู่กลางหนอง ต่อมาราวปี 2226 ชาวบ้านได้อพยพลงมาทางใต้ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ คืออยู่ในบริเวณรอบๆ หนองอ้อ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “บ้านนาอ้อ” และได้ตั้งวัดศรีจันทร์ขึ้นเป็นวัดแรก
           ผู้เฒ่าผู้แก่ของบ้านนาอ้อ เล่าว่าในครั้งนั้น ได้นิมนต์เจ้าหัวพ่อเมืองขวาและเจ้าหัวพ่อรางคำ ชาวมุกดาหาร ที่จาริกธุดงค์เข้ามาในบ้านนาอ้อ พร้อมกับหอบหนังสือใบลาน ติดตัวมาเป็นจำนวนมาก เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ วัดศรีจันทร์จึงเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการทำกิจกรรมทางศาสนา รวมถึงการเรียนหนังสือของพระภิกษุสามเณรของวัดด้วย และหลังปี 2464 นับตั้งแต่พระราชบัญญัติประถมศึกษามีผลบังคับทั่วประเทศให้เรียนภาษาไทยกลางเป็นหลัก บรรดาวัดต่าง ๆ ได้หันมาสอนอ่านและเขียนภาษาไทยกลางขึ้น รวมถึงวัดศรีจันทร์ ที่มีเจ้าครูวิจารณ์สังฆกิจ หรือ พระครูพา เจ้าอาวาสในขณะนั้น
 
           พระครูวิจารณ์สังฆกิจ (พ.ศ. 2428 - 2522) เป็นคนบ้านปากหมาก ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังวัดเลย โดยกำเนิด มีความรู้แตกฉานในวิชาความรู้หลายสาขา ทั้งภาษาขอม ลาว และอักษรไทยกลาง ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการวาดภาพสัตว์ เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ตั้งแต่ปี 2457 และรั้งตำแหน่งเจ้าคณะเมืองเลย ท่านถือว่าเป็นพระนักพัฒนาคนสำคัญของบ้านนาอ้อในยุคนั้น ทั้งสร้างศาลาการเปรียญ ซ่อมแซมโบสถ์ สร้างพระประธาน สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ เข้มงวดในระเบียบวิจัยสงฆ์ ริเริ่มตั้งโรงเรียนวัดสอนภาษาไทยกลาง ชาวบ้านจึงต่างเคารพและศรัทธาท่านเป็นอันมาก
 
           ด้วยคุณูปการนานับประการที่ท่านสร้างให้กับบ้านนาอ้อ เมื่อทางบ้านนาอ้อ ภายใต้การสนับสนุนจากสภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย กรมศิลปากร สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นที่วัดศรีจันทร์ จึงได้อัญเชิญนามของท่านมาตั้งเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้กุฎิเดิมของพระครูวิจารณ์สังฆกิจเป็นอาคารจัดแสดง สถาปัตยกรรมของอาคารเป็นแบบเรือนพื้นถิ่นของจังหวัดเลย เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง การจัดแสดงภายในแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือ ห้องหนึ่งประดิษฐานรูปหล่อของท่านพระครูวิจารณ์สังฆกิจ เครื่องอัฐบริขาร ภาพถ่าย และประวัติของท่าน พระพุทธรูปเก่าโบราณ คัมภีร์ใบลาน และสมุดไทย ส่วนพื้นที่ด้านหน้าติดกับห้องแรก จัดแสดง ตู้พระธรรม รางรดน้ำรูปนาคตรงกลางรางแกะสลักเป็นนักหัสดีลิงค์
 
           อีกส่วนเป็นห้องโถงกลาง จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน ตรงกลางห้องมีหุ่นคุณตาคุณยายนั่งอยู่บนแคร่กำลังเหลาตอกสานหวด รายล้อมไปด้วยตู้ไม้ที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่มีผู้บริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ อาทิ เงินโบราณ เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องมือทอผ้า ผ้าทอพื้นบ้าน(ซิ่นหมี่) เครื่องดนตรีหมอลำไทเลย บุ่มใส่ผ้า(เครื่องจักสาน) เตารีด ตาชั่ง ตะเกียง เครื่องปั้นดินเผา ถาดใส่อาหารสังกะสี ชามตราไก่
 
           ผนังด้านหนึ่งของห้องอุทิศให้กับ “วีรกรรมบ้านนาอ้อ” ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านนาอ้อ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคล่าอาณานิคม เมื่อบ้านนาอ้อถูกใช้เป็นสถานที่พักของทัพฝรั่งเศสที่จะยกมาตีเมืองเลย โดยใช้ศาลาการเปรียญวัดศรีจันทร์ เป็นกองบัญชาการ และเกลี้ยกล่อมชาวบ้านนาอ้อให้เข้าร่วมด้วย แต่ไม่มีชาวบ้านคนใดร่วมมือด้วย จนเมื่อกองกำลังของราชการไทยยกเข้ามาตี ชาวบ้านาอ้อเข้าร่วมมือลุกฮือขึ้นต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส จนฝรั่งเศสพ่ายไปในที่สุด ปัจจุบันยังหลงเหลือหลักฐานปรากฏมาจนทุกวันนี้คือ ที่เขี่ยบุหรี่ทองเหลืองของฝรั่งเศส ซึ่งจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ และ “ส้วมฝรั่งเศส” จำนวน 2 ห้อง ในบริเวณวัดศรีจันทร์
 
           นอกเหนือจากการชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ผู้ที่สนใจสถาปัตยกรรมพื้นบ้าน ซึ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2549  จากคณะกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยาม  และกุฏิพระสงฆ์ภายในวัดเอง เกือบทั้งหมดเป็นเรือนไทเลยที่สวยงาม ทั้งของเก่าและที่สร้างใหม่ ปัจจุบันมีกุฏิทั้งสิ้น 7 หลัง
 
 
อาคารสำนักงานเทศบาลตำบลนาอ้อ
 

26/10/2016

1679

ดูครั้ง

เทศบาลตำบลนาอ้อ

ถนนเลย-เชียงคาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42000
โทร. 042843937      โทรสาร. 042834973


เว็บไซด์ www.tessabanna-o.go.th